Browsed by
Tag: วิทยาศาสตร์

นาซ่าเผยค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ คาดหากเดินทางต้องใช้เวลา 4 ล้านปี

นาซ่าเผยค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ คาดหากเดินทางต้องใช้เวลา 4 ล้านปี

ในปัจจุบันมีการค้นพบดาวเคราะห์หินจากกาแล็กซี่อันห่างไกลจำนวนมาก ล่าสุด ดร.ศรัณย์  โปษยะจินดา เปิดเผยว่าทางนาซ่าได้ค้นพบดาวเคราะห์หินดวงใหม่ถึง 7 ดวงซึ่งขนาดของมันใกล้เคียงกับโลกและมีจำนวน 3 ดวงที่อยู่ในโซนที่สามารถอาศัยอยู่ได้ นับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นในวงการวิทยาศาสตร์

จากการค้นพบดาวเคราะห์นอกกาแล็กซี่ถึง 7 ดวงนั้นทางองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือนาซา ได้เปิดเผยและมีการค้นพบดาวเคราะห์ดังกล่าว ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับโลกและมีจำนวน 3 ดวงที่อยู่ในโซนที่สามารถอยู่อาศัยได้ โดยดาวเคราะห์ดังกล่าวนั้นโคจรรอบดาวแคระแดงแทรพพิสท์-วัน ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์ของระบบสุริยะด้วย ทั้งนี้ทาง ดร.ศรัณย์  โปษยะจินดา ระบุว่าการค้นพบกลุ่มดาวเคราะห์หินดังกล่าวนี้ถือว่ามีความน่าสนใจไม่น้อยและมีสิ่งให้น่าศึกษาอย่างมากไม่ว่าจะเป็น ชั้นบรรยากาศ, สิ่งมีชีวิต, การหมุนรอบโคจร, น้ำ และอื่นๆอีกมากมาย ในอนาคตการส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศขึ้นไป เช่น กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์อินฟาเรดที่นาซาวางแผนส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 2018

ทั้งนี้ทางนาซ่ายังมีการเปิดเผยว่ากลุ่มดาวเคราะห์หินดังกล่าวนั้นอยู่ห่างจากระบบสุริยะประมาณ 39 ปีแสง หากเดินทางโดยยานอวกาศความเร็วสูงอาจต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ล้านปีจึงจะถึงกลุ่มดาวเคราะห์ดังกล่าว ในรอบ 25 ปีมีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะแล้วกว่า 4,695 ดวงส่วนใหญ่เป็นดาวเคราะห์แก๊ส ส่วนดาวเคราะห์หินนั้นยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าจะมีสิ่งมีชีวิตบนดาวนั้น

 

ดาวหางชนดาวพฤหัสฯ กับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ

ดาวหางชนดาวพฤหัสฯ กับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ

เมื่อราวปี พ.ศ. 2537 เกิดปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ขึ้นอย่างเหตุการณ์ ดาวหางชูเมกเกอร์-เลวี 9 พุ่งชนดาวพฤหัสบดี ซึ่งการชนนี้ทำให้เกิดความน่าสนใจของวงการวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์อย่างมาก และเหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่นักวิทยาศาสตร์ และต่อประชาชน รวมถึงนักดาราศาสตร์ด้วย เหตุการณ์นั้นทำให้มีการค้นคว้าวิจัยผลกระทบการจากชนของดาวหาง ว่ามีลักษณะอย่างไร นับว่าเป็นเหตุการณ์ของการชนดาวครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หากไม่นับการชนโลก ดาวหางชูเมกเกอร์-เลวี 9 ถูกค้นพบโดย แคโรลิน ชูเมกเกอร์, ยูจีน ชูเมกเกอร์ และเดวิด เลวี เป็นนักดาราศาสตร์ที่ค้นพบดาวหาง โดยกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก ที่หอดูดาวเมาต์พาโลมาร์ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ขณะที่กำลังโคจรผ่านดาวพฤหัส โดยเป็นดาวหางดวงแรกที่ไม่ได้โคจรรอบดวงอาทิตย์ สันนิฐานว่าดาวหางดวงนี้เคยโคจรรอบดวงอาทิตย์มาก่อน และคาดว่าเป็นดาวหางคาบสั้น ถูกจัดอยู่ในหมวดดาวหางขนาดใหญ่ เนื่องจากการชนนั้นถือว่าเป็นระดับที่รุนแรงมาก โดยคาดว่าดาวพฤหัสอาจดึงให้ดาวหางดวงนี้เปลี่ยนการโคจรใหม่ การชนเกิดขึ้นวันที่ 16 กรกฎาคม ถึง 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 โดยก่อนหน้านี้เมื่อดาวหางดวงนี้โคจรใกล้ดาวพฤหัสในระยะใกล้ที่สุดที่ 40,000 กิโลเมตร มันได้แตกออกเป็นชิ้น จำนวน 21 ชิ้น บางชิ้นมีขนาดใหญ่ถึง 2 กิโลเมตรคาดว่าแรงโน้มถ่วงสูงของดาวพฤหัสอาจทำให้ดาวเกิดแตกออก การชนครั้งนั้นทำให้เกิดแรงระเบิดสูงเทียบกับระเบิดทีเอ็นที 6 ล้านตัน หรือเทียบกับระเบิดปรมาณูที่ถล่มฮิโรชิมา 100 ล้านลูก การระเบิดก่อให้เกิดแสงสว่างจ้ากระจายรัศมีถึง 8,000 กิโลเมตร ฝุ่งจากการชนสูงถึง 3,000 กิโลเมตรเหนือผิวดาว

Stanford Prison Experiment การทดลองสุดโหดของผู้คุมขัง ตอนที่ 2

Stanford Prison Experiment การทดลองสุดโหดของผู้คุมขัง ตอนที่ 2

ในส่วนของอาสาสมัครที่เป็นนักโทษ จะถูกบังคับให้สวมชุดสีขาวเหมือนนักโทษในเรือนจำจริงๆ และจะมีการปักหมายเลขไอดีของนักโทษแทนชื่อ ซึ่งนักโทษจะถูกบังคับไม่ให้ใส่กางเกงในด้วยซึ่งการทดลองนี้ทำให้นักโทษชายไม่ได้สวมกางเกงในมีอาการเดินและนั่งเหมือนผู้หญิงนอกจากนี้ยังมีการใส่โซ่ตรวนอย่างแน่นหนา แต่จะไม่มีการตัดผมเหมือนเรือนจำจริงๆเท่านั้น

โดยเริ่มการทดลองวันแรก นักโทษจะถูกเข้าแถวแล้วมีการปั้มลายนิ้วมือและถูกค้นตัวซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการส่งเข้าเรือนจำ จากนั้นนักโทษก็ถูกปิดตาเพื่อพาเข้าไปยังเรือนจำจำลองในสแนตฟอร์ด ภายในไม่มีการเปิดหน้าต่างหรือแม้แต่นาฬิกา ปฏิทินเพื่อไม่ให้นักโทษรู้ว่าวันที่อะไร เวลาไหน การลงโทษช่วงแรกไม่มีอะไรมาก นอกจากให้นักโทษนับเลขไอดีแทนชื่อตน และมีการสั่งให้วิดพื้นเล็กน้อยเนื่องจากผู้คุมยังไม่กล้าออกคำสั่งมาก

วันที่ 2 เริ่มมีความรุนแรงเกิดขึ้น โดยผู้คุ้มได้มีการพูดเยาะเย้ย รวมถึงนักโทษมีการพูดสาปแช่งและหยาบคายใส่ผู้คุม จนทำให้ผู้คุมโกรธและมีการระบุว่าการลงโทษนั้นเบาเกินไป ผู้คุมสั่งให้นักโทษทั้งหมดถอดเสื้อผ้าออกและเอาเตียงออกมา ส่วนหัวหน้าแก๊งก่อความรุนแรงให้แยกไปขังเดี่ยว

วันที่ 3 นักโทษผู้หนึ่งได้ถอนตัวออกจากการทดลองเนื่องจากคุมสติตัวเองไม่อยู่และมีข่าวลือถึงนักโทษที่ถูกปล่อยตัวบุกเขามาลักพาตัวนักโทษคนอื่นๆ ซึ่งนั้นทำให้ทั้งนักทดลองและผู้คุมหัวเสียอย่างมาก เริ่มมีการใช้ความรุนแรงมากขึ้นมีการทำโทษและกลั่นแกล้งนักโทษต่างๆนาๆ เช่น ให้ทำงานเหมือนคนรับใช้ ขัดห้องน้ำด้วยมือเปล่า ในวันที 4-5 สภาพนักโทษเริ่มรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากคุมสติไม่อยู่ ร้องไห้ ตะโกนตลอดเวลาเนื่องอยู่ในสถานที่ปิดทึบและความกดดัน รวมถึงผู้คุมที่เล่นบทบาทจนเหมือนจริงทำให้การทดลองต้องยุติลงในที่สุด

 

 

 

Unit 731 การทดลองที่โหดที่สุดในประวัติศาสตร์ ตอนที่ 2

Unit 731 การทดลองที่โหดที่สุดในประวัติศาสตร์ ตอนที่ 2

ต่อมาหลังจากการทดลองด้านการผ่าตัดต่างๆ ดูจะเป็นที่น่าพอใจมากสำหรับเขาแต่เขาก็ยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ จากผลของการห้ามไม่มีการสร้างอาวุธชีวภาพของสนธิสัญญา เจนีวา นั้นทำให้อิชิอิเริ่มสนใจในการพัฒนาของเชื้อโรคร้ายที่สามารถคร่าชีวิตคนได้หลายล้านคน จึงเป็นที่มาในการทดลองเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรง

โดยเริ่มแรกเขาได้ดูการพัฒนาของเชื้อซิฟิลิสซึ่งระบาดหนักมากในช่วงนั้น เค้าได้จับเชลยผู้หญิงมาร่วมเพศกับชายที่ติดเชื้อ และดูพัฒนาการของระยะของโรคต่อมาเค้าได้พัฒนาเชื้อไวรัสทางอากาศโดยการนำเอาเชลยมาอ้าปากและปล่อยเชื้อในอากาศ ผลการทดลองครั้งนี้ทำให้เชลยทั้งหมดที่ถูกจับมาทดลองเสียชีวิตทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ทำให้เค้าลองทดลองโดยการปล่อยเชื้อลงสู่แม่น้ำไหลไปตามหมู่บ้านเมื่อคนที่ดื่มน้ำนั้นติดเชื้อและแพร่กระจายทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 400,000 คน เค้าพบว่าการทดลองนี้มีประสิทธิภาพอย่างมากและเตรียมปล่อยขึ้นสู่อากาศโดยเป้าหมายคือ หมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่งแต่โชคดีที่ว่าเชื้อนั้นถูกลมเปลี่ยนทิศพัดกลับมาที่ฐานทำให้ทหารเสียชีวิตถึง 1,700 คน

การทดลองนี้เค้าได้เตรียมการปล่อยบอลลูน 200 ลูกเพื่อไประเบิดในแถบชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐซึ่งหากทำสำเร็จจะมีผู้คนล้มตายหลายล้านคน แต่ก่อนที่เขาจะทำสำเร็จนั้น สหรัฐได้ทิ้งระเบิดปรมณู 2 ลูก ถล่มฮิโรชิม่าและนางาซากิ ทำให้ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ต่อสงคราม ส่วนอิชิอิกลายเป็นอาชญากรสงครามแต่เค้าก็ไม่ถูกดำเนินคดีเนื่องจากทำการเจรจายื่นข้อเสนอให้ส่งมอบข้อมูลงานวิจัยทั้งหมด ให้กับสหรัฐและเซ็นต์ยินยอมห้ามให้มีการทดลองอาวุธชีวภาพอย่างเด็ดขาด

เปิดฤดูกาลทางช้างเผือก สวรรค์ของนักถ่ายภาพ

เปิดฤดูกาลทางช้างเผือก สวรรค์ของนักถ่ายภาพ

เริ่มเข้ามาแล้วกับฤดูกาลของดวงดาวที่ช่วงนี้ฟ้าเปิด เหมาะแก่การถ่ายรูปโดยสถานบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติระบุว่า ช่วงฤดูหนาวปลายเดือนธันวาคมจนถึงต้นเดือนเมษายน นั้นจะเกิดปรากฏการณ์ทางช้างเผือกซึ่งสามารถมองเห็นได้ชัดเจนมาก นับว่าเป็นสวรรค์สำหรับนักถ่ายภาพอย่างมาก เพราะจะได้ภาพสวยๆของดวงดาวในยามค่ำคืนอย่างชัดเจนที่สุด

โดยปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนธันวาคมจนถึงต้นเมษายน ซึ่งจะชัดเจนมากในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยทางสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระบุว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าในแถบดอยสูง และพื้นที่ราบจะมีปรากฏการณ์ทางช้างเผือก โดยเราจะเห็นแนวใจกลางทางช้างเผือกได้ชัดเจนมากในแนวเส้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก โดยจะอยู่ในกลุ่มดาวแมงป่องและดาวคนยิงธนู นอกใจนี้เรายังจะเห็นดาวเสาร์ซึ่งเป็นจุดเล็กๆสว่างอยู่บริเวณซ้ายมือของทางช้างเผือกด้วย

นอกจากนี้ทางสถาบันดาราศาสตร์ยังเผยอีกว่า ตั้งแต่หลังวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไปประชาชมจะสามารถมองเห็นทางช้างเผือกได้ชัดเจนและเร็วขึ้น ทั้งนี้เป็นปัจจัยของสภาพอากาศด้วย ซึ่งหากสภาวะอากาศท้องฟ้าโปรดโปร่งจะเห็นได้สวยงามมากและเหมาะสมแก่การเก็บภาพถ่ายเป็นที่ระลึกด้วย ซึ่งประชาชนจะสามารถมองเห็นทางช้างเผือกอย่างชัดเจนจนถึงช่วงต้นเมษายน และหลังจากนั้นจะเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูฝน โดยเราสามารถมองเห็นแถบเนบิวลา และดาวฤกษ์ที่สุกสว่างมากมายบนท้องฟ้า เสมือนเรากำลังล่องลอยอยู่บนอวกาศ ซึ่งทางช้างเผือกนอกจากจะมองเห็นในไทยแล้ว อยากสามารถมองเห็นได้ทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งโลกอาศัยอยู่ในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก ประกอบด้วยดาวดวงมากมายนับล้านล้านดวง กระจายอยู่ทั่วกาแล็กซี่

ตื่นตา ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ 3 ดวง

ตื่นตา ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ 3 ดวง

คงจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นไม่น้อยหากวันใดวันหนึ่งเราสามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ได้ถึง 3 ดวง บนโลกเหมือนในหนังวิทยาศาสตร์ที่ตัวละครลงจากบนดาวเคราะห์ที่มีดวงอาทิตย์ 3 ดวง แต่ก็นั้นแหละขนาดดวงอาทิตย์แค่ดวงเดียวเรายังรู้สึกร้อนเลยใช่ไหม เพราะถ้าหากมีถึง 3 ดวงโลกเราคงโดนเผา แต่ก็เป็นที่ฮือฮามากเมื่อปี 2016 เมื่อมีผู้ถ่ายภาพดวงอาทิตย์ถึง 3 ดวงในพื้นที่ประเทศรัสเซีย

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2016 เมื่อมีผู้ที่ถ่ายภาพดวงอาทิตย์ที่ชวนแปลกตา โดยในภาพนั้นเราจะเห็นภาพแสงอาทิตย์เป็นจุดใหญ่ตรงกลางหนึ่งดวงและจุดเล็กๆด้านซ้ายและขวาอีกข้างละหนึ่งดวง ซึ่งเป็นภาพที่ชวนตื่นตามากเหนือท้องฟ้าเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย เป็นภาพที่น่าตื่นตื่นใจแก่ผู้พบเห็นและถ่ายรูปแชร์ลงโซเชียลออนไลน์ ปรากฏการณ์นี้แม้ว่าจะเกิดได้ยากแต่ก็เป็นเรื่องปกติทางวิทยาศาสตร์

โดยหัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ ณ ศูนย์วิจัยท้องฟ้าจำลองเมืองปีเตอร์สเบิร์ก “มาเรีย โบรูคา” พร้อมด้วยกลุ่มนักศึกษาปริญญาเอกสาขาวิชากลศาสตร์ท้องฟ้า มหาวิทยาลัยเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก เผยว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกว่า ปรากฏการณ์ซันดอก ซึ่งเกิดจากการหักเหของแสงอาทิตย์ โดยจะเกิดขึ้นมากในแถบขั้วโลก ซึ่งเกิดจากแสงอาทิตย์ตกกระทบผลึกน้ำแข็งในชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดแสงสะท้อนจนเห็นเป็น ดวงอาทิตย์ 3 ดวง ทางด้านนักวิจัยอาวุโสแห่งศูนย์อวกาศประยุกต์ของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งรัสเซีย “นิโคเลย์ เชเลซนอฟ” เผยว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการหักเหของแสงเท่านั้น และส่วนมากแล้วปรากฏการณ์ ซันดอก เกิดขึ้นบ่อยครั้งและส่วนใหญ่ที่เกิดบริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้